อาหารเสิรม

วันจันทร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2555

ผักสวนครัวกระถาง

ผักสวนครัวกระถาง

                ในทุกวันนี้ มนุษย์ได้วิวัฒนาการเจริญก้าวหน้าไปมาก และก็ทำลายธรรมชาติไปมากเช่นกัน ในการกินอยู่ของมนุษย์ทุกคนต่างเร่งรีบ อยากได้ อยากมี เป็นจำนวนมาก การขยายตัวของอุตสาหกรรม ทำให้ทุกคนอยากรวย อยากได้สิ่งต่างๆมากมาย ดังนั้น เกษตรกรผู้ปลูก ต่างก็หันไปพึ่งสารเคมี ปุ๋ยเคมี เพื่อกำจัดศัตรูพืช จะได้ผลผลิตครั้งละมากๆ ซึ่งทำให้ในตลาดมีแต่ผักผลไม้ที่มีสารพิษ
                ดังนั้นผมจึงหันมาสนใจในแนวทางการปลูกผักกินเอง ซึ่งผมได้แรงบันดาลใจจาก หลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระเจ้าอยู่หัว และได้ชมวีดีโอ การให้ความรู้ทางด้านเศรษฐกิจพอเพียงของ อาจารย์ยักษ์ และท่านผู้รู้อื่นๆ อีกมากมาย วันนี้เลยได้รองทำการปลูกผักสวนครัว ใส่ลงในกระถาง ตั้งไว้บนดาดฟ้า
                ใน Blog นี้ผมก็จะได้รวบรวมเนื้อหาที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง และการปลูกผักต่างๆ นำมาลงใน blog นี้เรื่อยๆนะครับ วันนี้ เราจะเริ่มต้นด้วยการปลูกผักสวนครัวกระถางครับ
                สำหรับประเทศไทย มีการแบ่งสังคมออกเป็น 2 แบบ ครับ คือแบบชนบท และสังคมเมือง เนื่องด้วยผมมีข้อจำกัดด้านพื้นที่ คือไม่มีที่ดินเป็นของตัวเองครับ ผมเลยเริ่มปลูกผักสวนครัวลงในกระถาง ซึ่งเหมาะสำหรับสังคมเมืองที่ไม่มีพื้นที่ดินในการปลูก ได้แต่อยู่อาศัยตามตึก ดังนั้นทางอกของสังคมเมืองที่ต้องการปลูกผักกินเองจึงเริ่มต้นด้วย การปลูกผักในกระถางและนำไปตั้งไว้ในพื้นที่ ที่ว่างมีแดดส่องถึง เช่นระเบียงทางเดิน ดาดฟ้า


ผักสวนครัวที่นิยมปลูกในกระถาง
                ผักสวนครัวที่เหมาะสมในการนำมาปลูก  ได้แก่  พริก,  ผักชี,  หอม,  แค,  มะเขือเทศ,  มะเขือพวง, ถั่วพู, ชะอม, มะเขือเปราะ,  แตงกวา,  ถั่วฝักยาว,  ผักกาด,  ผักบุ้ง,  บวบ,  เป็นต้น
ผักพื้นบ้าน  เช่น  ฟักข้าว, ผักพลูคาว, มะรุม, หม่อน,  สันพร้าหอม, ตะไคร้, ข่า,  ดอกขจร, ผักหวานบ้าน, ชะพลู, ตำลึง,  อัญชัน, ผักลืมผัว, มะนอย, เก๋ากี้, กุยช่ายต้น, กุยช่ายดอก, ผักคราด, หญ้าปักกิ่ง, ยอบ้าน, ผักคันทรง,  เนียมหูเสือ, โหระพาน้ำ,  หอมด่วนต้น, สะระแหน่, แก้วเมืองจีน,ผักปลัง  เป็นต้น
แม้กระทั่งฟักทอง ก็สามารถปลูกในกระถาง  โดยมีการควบคุมทรงพุ่มไม่ให้เลื้อยได้,   มะขาม (เปรี้ยว) สามารถตัดแต่งให้อยู่ในกระถางได้,  มะละกอ, กล้วย ก็เช่นเดียวกัน สามารถปลูกในกระถางได้ 

แนะนำวิธีการปลูกผักในกระถางไว้กินเอง
๑.  เลือกชนิดของผักตามความชอบ  โดยซื้อเมล็ดพันธุ์จากร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์เกษตร
๒.  เลือกภาชนะที่ปลูก  เช่น  กระถางดินเผา  กระถางพลาสติก  เป็นต้น กระถางดินเผาจะระบายความร้อนได้ดีกว่า กระถางพลาสติก แต่กระถางดินเผาก็มีราคาสูงกว่า กระถางพลาสติกเช่นกัน (ส่วนผมใช้กระถางพลาสติกครับ)
๓.  เตรียมวัสดุปลูก  เช่น  ดิน  ปุ๋ยคอก  ปุ๋ยหมัก  กาบมะพร้าวสับ  หรือวัสดุปลูกสำเร็จรูป (ดินที่ผมใช้ผมซื้อดินถุงครับ ต้องเลือกดูยี้ห้อนิดนึง ครับบางยี้ห้อ ใส่แกลบมากเกินไป เนื้อดินหน่อย ทำให้ปลูกผักไม่ค่อยขึ้นในช่วงแรก หากปล่อยทิ้งไว้ หลายเดือน เพื่อให้แกลบย่อยสลาย เพื่อให้มีเนื้อดินมากขึ้น หรือเราเอาดินเก่าๆ ผสมคลุกลงไป ก็สามารถปลูกผักได้แล้วครับ) กว่าจะผมจะปลูกกินได้ก็ใช้เวลา 2-3 เดือนเหมือนกันกว่าจะเข้าใจว่าต้องเตรียมดินอย่างไร
๔.  นำส่วนผสมของวัสดุปลูกลงในภาชนะ  นำต้นกล้าลงปลูก หรือหยอดเมล็ดโดยตรง  รดน้ำให้ดินชื้นพอหมาด ๆ (ก่อนที่จะเอาดินลงกระถางควรใส่กากมะพร้าวลองไว้ข้างใต้ก่อนครับ เพื่อเก็บความชื้นไว้ เพราะพื้นปูนร้อนมาก เราจึงต้องเอากาบมะพร้าวที่ดุดซับความชื้นไว้ข้างใต้ดิน เพื่อไม่ให้ต้นไม้ร้อนเกินไป)
                ๕.  เติมปุ๋ยหมัก ครั้งละน้อย ๆ  หรือปุ๋ยคอกที่หมักนาน    เดือน  โดยดูสภาพความสมบูรณ์ของต้น
๖.  หมั่นดูแลโรคแมลงไม่ให้รบกวน (ถ้ามีแมลงรบกวน ก็ใช้น้ำหมัก จากต้นสะเดา หรือน้ำส้มควันไม้ฉีดพ่นครับ)


วันเสาร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2555

การปลูกพืชผักโดยวิธีเกษตรธรรมชาติ

โดย อาจารย์ทิพวรรณ สิทธิรังสรรค์

          จากพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวโรกาสเสด็จทอดพระเนตร โครงการศูนย์ฝึกอบรมเยาวชนเกษตร วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2530 โดยให้ศูนย์ฯ แห่งนี้ดำเนินการแก้ไขสภาพดินเสื่อมโทรม และให้ความรู้ด้านการอนุรักษ์ดินและน้ำแก่ราษฎรทั่วไป เนื่องจากบริเวณนี้มีสภาพแห้งแล้งดินขาดความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งในปัจจุบันการเพาะปลูกของประเทศไทย ก็ประสบปัญหาหลายประการ ที่สำคัญประการแรกคือ ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ กล่าวคือพื้นที่การเกษตรของประเทศไทยประมาณ 80% เป็นดินที่ขาดความอุดมสมบูรณ์ มีเป็นกรดสูง และที่สำคัญเป็นดินที่ขาดจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อดิน และต่อพืชซึ่งเรียกได้ว่าเป็นดินตาย สาเหตุก็มาจากการปลูกพืชชนิดเดียวกันซ้ำกันหลายปี ไม่มีการปลูกพืชหมุนเวียนอีก ทั้งมีการใช้ปุ๋ยเคมีเพียงอย่างเดียวเป็นส่วนใหญ่ สุดท้ายก็ทำให้เกิดสภาพดินกรด ขาดความอุดมสมบูรณ์เกษตรกรปลูกพืช แล้วให้ผลตอบแทนได้ไม่เต็มที่

          ประการที่สองเกษตรกรประสบปัญหาแมลงศัตรูพืชชนิดต่าง ๆ รบกวนไม่ว่าจะเป็นสวนผัก สวนผลไม้ ไม้ดอก-ไม้ประดับ พืชไร่-นา ชนิดต่าง ๆ และหนทางที่เกษตรกรเลือกใช้แก้ปัญหา ส่วนใหญ่ก็คือสารเคมีฆ่าแมลงแต่จากการที่เกษตรกร ขาดความรู้ความเข้าใจในการเลือกใช้สารเคมี วิธีการใช้ที่เหมาะสม ช่วงเวลาในการใช้ เกษตรกรใช้สารเคมีหลายชนิดซ้ำซ้อนกัน และในปริมาณที่มากเกินความจำเป็น มีผลทำให้สารพิษตกค้างในผลผลิต มีต้นทุนการผลิตสูง เป็นอันตรายต่อเกษตรกรผู้ผลิตเอง และผู้บริโภคเองก็ได้รับอันตรายเช่นกันมีผู้บริโภคจำนวนมาก ที่ต้องหวาดระแวงกับพิษภัยของสารพิษตกค้างในอาหาร และที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือมีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมในภูมิภาคนั้น อีกทั้งในปัจจุบันกระแสความต้องการผลผลิต ทางการเกษตรที่ปลอดภัยจากสารพิษของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ กำลังมีความต้องการและเป็นที่ยอมรับมากขึ้นเรื่อย ๆ และล่าสุดคือ นโยบายการควบคุมผักที่มีสารพิษตกค้างเกินกำหนด มิให้เข้ามาจำหน่ายในกรุงเทพมหานคร ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคปลอดภัยมากขึ้น และเกษตรกรเองก็ต้องปรับปรุงการเพาะปลูกให้ปลอดภัย ตามความต้องการของตลาดด้วย ไม่ว่าเกษตรกรคนไหน ๆ ก็อยากปลอดภัยจากสารเคมี ไม่มีใครอยากใช้สารเคมีเพราะอันตรายทั้งตนเองและผู้บริโภค แต่ถ้าไม่ใช้แล้วจะใช้อะไรทดแทน ปัญหาในการเพาะปลูกที่เกษตรกรพบมี 2 ประการใหญ่คือ เรื่อง ความอุดมสมบูรณ์ของดินถ้าไม่ใช้ปุ๋ยเคมีแล้วจะใช้อะไรทดแทน เพื่อที่จะปลูกพืชให้ได้ผลผลิตสูงและมีคุณภาพดี และอีกเรื่องหนึ่ง ก็คือการป้องกันและกำจัดศัตรูพืช ถ้าไม่ใช้สารเคมีแล้วจะใช้อะไรทดแทน

          แนวทางที่จะทำให้ดินเป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ เป็น ดินที่มีชีวิต สามารถเพาะปลูกพืชให้ได้ผลผลิตสูง และมีคุณภาพดีไม่ว่าจะเป็นพืชไร่-นา ผัก ผลไม้ ดอกไม้ก็ตาม และจะเป็นแนวทางที่จะสามารถผลิตผลผลิต ที่ปลอดภัยจากสารพิษทางการเกษตร ทั้งผู้ผลิต และผู้บริโภคช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม สามารถทำเป็นอาชีพได้อย่างยั่งยืน ซึ่งแนวทางนั้นก็คือ แนวทาง เกษตรธรรมชาติ นั่นเอง
ความหมายของเกษตรธรรมชาติ

          เกษตรธรรมชาติ หมายถึง การทำการเกษตรที่ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี และสารเคมีทางการเกษตรทุกชนิด แต่จะให้ความสำคัญของดินเป็นอันดับแรก ด้วยการปรับปรุงดินให้มีพลังในการเพาะปลูก เหมือนกับดินในป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติ โดยการนำทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างจำกัดมาใช้ให้เกิดประโยชน์ สูงสุด เป็นวิธีการที่ไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อสภาพแวดล้อม ไม่เป็นอันตรายต่อเกษตรกรและผู้บริโภค สามารถให้ผลผลิตที่มีทั้งปริมาณและคุณภาพ เป็นระบบเกษตรที่มีความยั่งยืน ถาวร เป็นอาชีพที่มั่นคง
หลักเกษตรธรรมชาติ
          ถ้าเราศึกษาสภาพป่าเราจะเห็นว่าในป่ามีต้นไม้นานาชนิดขึ้นปะปนกันอยู่เต็มไปหมด ผิวดินถูกปกคลุมไปด้วยใบไม้ที่หล่นทับถมกัน สัตว์ป่าถ่ายมูลไว้ที่ผิวหน้าดินคลุกเคล้ากับใบไม้และซากพืช มูลสัตว์รวมทั้งซากสัตว์ โดยมีสัตว์เล็ก ๆ เช่น ไส้เดือน กิ้งกือ จิ้งหรีด ฯลฯ กัดแทะเป็นชิ้นเล็ก ๆ และมีจุลินทรีย์ที่อยู่ในดินช่วยย่อยสลายจนกลายเป็นฮิวมัส ซึ่งเป็นแหล่งธาตุอาหารพืชและใช้ในการเจริญเติบโตของต้นไม้ในป่านั่นเอง ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องเอาปุ๋ยเคมีไปใส่ในป่า ซึ่งเกษตรกรสามารถเลียนแบบป่าได้โดยการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยน้ำชีวภาพ และปุ๋ยพืชสด ใช้ปุ๋ยชีวภาพ เช่น ไรโซเบียม ไมโครไรซ่า เป็นต้น ทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมี นอกจากนี้ใบไม้และเศษพืชที่ปกคลุมผิวดินก็เป็นการคลุมผิวหน้าดินไว้ ป้องกันการสูญเสียความชื้นภายในดินทำให้หน้าดินอ่อนนุ่มสะดวกต่อการไชชอนของรากพืช ถ้าศึกษาต่อไปจะพบว่า แม้ไม่มีใครนำเอายาฆ่าแมลงไปฉีดพ่นให้ต้นไม้ในป่า แต่ต้นไม้ในป่าก็เจริญเติบโตแข็งแรงต้านทานโรคและแมลงได้ตามธรรมชาติ ถึงแม้จะมีโรคและแมลงรบกวนบ้างก็ไม่ถึงขั้นเสียหายและยังสามารถให้ผลผลิตได้ตามปกติ นั่นก็คือ ต้นไม้ที่ขึ้นอยู่บนดินที่มีความอุดมสมบูรณ์จะสามารถต้านทานโรคและแมลงได้ นอกจากนี้พืชในป่าก็มิได้เป็นพืชชนิดเดียวกันทั้งหมด แต่เป็นพืชหลากหลายชนิดทำให้มีความหลากหลายทางชีวภาพ มีแหล่งอาหารที่หลากหลายของแมลง และแมลงบางชนิดก็เป็นแมลงศัตรูธรรมชาติของแมลงศัตรูพืช ดังนั้นจึงเกิดสมดุลตามธรรมชาติโอกาสที่แมลงศัตรูพืชจะระบาดจนเกิดความเสียหายจึงมีน้อย ดังนั้นเกษตรกรจึงสามารถจำลองสภาพป่าไว้ในไร่-นาโดยการปลูกพืชให้หลากหลายชนิด

          หลักเกษตรธรรมชาติก็เป็นหลักการที่เลียนแบบมาจากป่าที่สมบูรณ์นั่นเอง ซึ่งจะประกอบด้วยการปฏิบัติการทางการเกษตรที่คำนึงถึง ดิน พืช และแมลง ไปอย่างพร้อมกันคือ

อ่านเนื้อหาเพิ่มเติมที่ http://www.ku.ac.th/e-magazine/november43/plant/

เกษตรธรรมชาติคือ

เกษตรธรรมชาติเป็นแนวทางเกษตรกรรมที่ยึดหลักสำคัญ 4 ประการ คือ ไม่มีการไถพรวนดิน งดเว้นการใส่ปุ๋ย ไม่กำจัดวัชพืช และไม่ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช เป็นแนวทางเกษตรกรรมที่เผยแพร่โดย เกษตรกรชาวญี่ปุ่น ชื่อ นายมาซาโนบุ ฟูกุโอกะ ซึ่งถ่ายทอดประสบการณ์ของตนไว้ในหนังสือ “One Straw Revolution” “The Road Back to Nature” และ “The Natural Way of Farming” ฟูกุโอกะ กล่าวว่ามนุษย์เข้าไปแทรกแซงธรรมชาติมากเกินไป อย่างเช่น การนำจุลินทรีย์ และแมลงมาควบคุมแมลงด้วยกันเอง การใส่ปุ๋ยหมักเกินความจำเป็น เป็นต้น จากปรัชญา และมุมมองนี้ ช่วยให้เราตั้งคำถามเกี่ยวกับแบบแผนและวิธีปฏิบัติของเกษตรกรรมในปัจจุบัน ว่าได้ไปไกลเกินขอบเขตธรรมชาติไปมากน้อยแค่ไหน อีกทั้งทำให้ผู้เกี่ยวข้องได้ฉุกคิดว่ามีวิธีการเกษตรกรรมที่ใกล้ชิดกับ ธรรมชาติมากกว่า แต่ไม่ได้รับการพัฒนาให้เจริญก้าวหน้า ภายใต้ยุคสมัยที่เกษตรกรรมเป็นเพียงการผลิตสินค้าที่ตอบสนองต่อระบบตลาด หนังสือแปลเรื่อง “ปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว” ของฟูกุโอกะ ได้รับความสนใจจากนักพัฒนาการเกษตร และผู้สนใจทั่วไป เหตุผลหนึ่งเนื่องจากแนวทางเกษตรกรรมธรรมชาติ สอดคล้องกับหลักการและความเชื่อทางศาสนา อันเป็นเหตุผลที่ชุมชนชาวพุทธ เช่น ขบวนการสันติอโศกได้เข้ามามีบทบาทในการส่งเสริมและเผยแพร่เกษตรกรรมยั่งยืนอย่างจริงจัง

หลักการของ "เกษตรธรรมชาติ"
แนวความคิดเกษตรธรรมชาติของ ฟูกุโอกะ มิได้ยืนอยู่บนพื้นฐานความคิดทางวิทยาศาสตร์ อีกทั้งปฏิเสธต่อทฤษฎีวิทยาศาสตร์การเกษตรทั้งหลายด้วย โดยเขาได้วางรากฐานของเกษตรธรรมชาติของเขาไว้ 4 ประการคือ

1. ไม่มีการไถพรวนดิน
การไม่ไถพรวนดินเป็นบทแรกแห่งการเกษตรธรรมชาติ เนื่องจากในธรรมชาตินั้นพื้นดินมีการไถพรวนโดยตัวของมันเองอยู่แล้ว โดยการชอนไชของรากพืช สัตว์ แมลงและสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่อยู่ในดิน กระบวนการเหล่านี้ดำเนินไปอย่างสัมพันธ์กัน พืชรากลึกจะช่วยไถพรวนดินชั้นล่าง พืชรากตื้นก็จะช่วยพรวนดินบริเวณดินชั้นบน การใส่ปุ๋ยจะทำให้รากพืชอยู่ตื้นและแผ่ขยายตามแนวนอนมากกว่าจะหยั่งลึกลงไป

2. งดเว้นการใส่ปุ๋ย
เนื่องจากการใส่ปุ๋ยเป็นการเร่งการเจริญเติบโตของพืชแบบชั่วคราวในขอบเขต แคบๆ เท่านั้น ธาตุอาหารที่พืชได้รับก็ไม่สมบูรณ์ พืชที่ใส่ปุ๋ยมักจะอ่อนแอส่งผลให้เกิดโรคและแมลงได้ง่าย ดินที่ใส่ปุ๋ยเคมีติดต่อกันนานจะมีสภาพเป็นกรดและเนื้อดินเหนียวไม่ร่วนซุย การใส่ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยพืชสดมีความจำเป็นอยู่บ้างโดยเฉพาะในช่วงแรกๆ ที่ต้องมีการปรับสภาพสิ่งแวดล้อมที่เสียไปจากเกษตรเคมีให้ดีขึ้น

3. ไม่กำจัดวัชพืช
เนื่องจากงานกำจัดวัชพืชเป็นงานหนักและแม้จะคิดค้นวิธีการต่างๆ ก็ไม่สามารถทำให้วัชพืชหมดสิ้นไปได้ ดังนั้นเราจำเป็นต้องยอมรับการดำรงอยู่ของวัชพืช เช่นเดียวกับที่ธรรมชาติมิได้ประกอบด้วยพันธุ์ไม้เดียว เกษตรธรรมชาติต้องคิดค้นกฎเกณฑ์ที่วัชพืชจะควบคุมกันเอง เช่น การปลูกพืชบางชนิดคลุมหญ้าแล้วก็เป็นปุ๋ยแก่พืชปลูกด้วย

4. ไม่ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช
สารเคมีไม่เคยกำจัดศัตรูพืชได้ได้โดยเด็ดขาดเพียงแต่หยุดได้ชั่วครั้งชั่ว คราวเท่านั้น และปัญหามลพิษที่เกิดจากสารเคมีประเภทต่างๆ ส่งผลกระทบต่อทั้งระบบนิเวศและมนุษย์ ทั้งนี้ ฟูกุโอกะ ไม่เห็นด้วยแม้การใช้แมลงและจุลินทรีย์มาควบคุมแมลงเพราะเห็นว่าเป็นการไป แทรกแซงธรรมชาติมากเกินไป และส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่สัมพันธ์ของสรรพชีวิตในระบบนิเวศได้ เนื่องจากในโลกแห่งความจริงไม่มีทางออกได้ว่าอะไรคือแมลงศัตรูพืช อะไรคือแมลงที่เป็นประโยชน์เกษตรธรรมชาติของฟูกุโอกะในทางปฏิบัติทำโดยการโปรยฟางคลุมพื้นที่นาหว่านข้าวชนิดต่างๆ ที่เหมาะสมกับฤดูกาลลงไปพร้อมกับเมล็ดพืชตระกูลถั่ว เทคนิคอีกอย่างคือการทำกระสุนดินเหนียวหุ้มเมล็ดข้าวเอาไว้เพื่อป้องกันนก หนู และศัตรูอื่นๆ ก่อนที่ข้าวจะงอก

เกษตรกรต้นแบบของเกษตรธรรมชาติ
เกษตรกรต้นแบบของเกษตรธรรมชาติ คือ “พ่อคำเดื่อง ภาษี” ซึ่ง เริ่มทำเกษตรธรรมชาติในปี 2530 โดยครั้งแรกทดลองทำแค่ 1 งานเท่านั้น โดยเริ่มจากใส่แกลบลงไปก่อนแล้วไถหน้าดินให้ร่วนซุยเพราะเนื้อดินแข็งมาก จากนั้นหว่านถั่วลงไป เมื่อถั่วงอกสูงขึ้นราวๆ หนึ่งศอกก็หว่านข้าวทับลงไปโดยไม่ต้องไถอีก เมล็ดข้าวที่หว่านต้องเคลือบด้วยดินเหนียวแต่ละก้อนมีเมล็ดข้าวติดอยู่ 2-3 เมล็ด ที่ 1 งานใช้พันธุ์ข้าวราวๆ 6 กิโลกรัม หลังจากฝนตกข้าวก็จะงอกขึ้นเลยถั่ว ให้ปล่อยน้ำเข้า 2 วันจนสูงรวม 2 เซนติเมตร เพื่อชะลอการเจริญเติบโตของถั่ว จากนั้นไขน้ำออก ต้นข้าวได้รับแสงแดดก็จะขึ้นงาม ในขณะที่หญ้าจะถูกคลุมอยู่ใต้ฟาง ทั้งหญ้าทั้งถั่วจะเป็นปุ๋ยและไส้เดือนก็จะมาพรวนดิน ข้าวจะขึ้นแข็งแรงพอๆ กับที่ปักดำและใส่ปุ๋ยการทำนาธรรมชาติของพ่อคำเดื่องได้ผลดีมากในปีที่ 2 จนเพิ่มเนื้อที่เป็น 4 ไร่ ได้ข้าว 30 กระสอบ ซึ่งไม่ต่างกับที่นาของชาวนาที่ใช้สารเคมี และเมื่อขึ้นปีที่ 3 ขยายเป็น 12 ไร่ ได้ข้าว 28 กระสอบ เนื่องจากฝนทิ้งช่วง ในขณะที่เพื่อนบ้านใกล้เคียงแทบไม่ได้เก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวเลยนอกจากทำนาแบบธรรมชาติแล้ว พ่อคำเดื่องยังได้จัดระบบปลูกพืชผักต่างๆ ผสมกันไป โดยระยะแรกทำการขุดหลุมพรวนดิน ใช้ปุ๋ยคอกปุ๋ยหมัก รดน้ำเหมือนการปลูกพืชผักทั่วไป แต่เมื่อพืชตระกูลถั่วที่ปลูกไว้ขึ้นคลุมพื้นที่หมด ก็ไม่ต้องใส่ปุ๋ยรดน้ำอีกเลย